แนวคิด
ศาสนาทุกศาสนา นอกจากจะมีคำสั่งสอนของศาสดาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและนำไปปฏิบัติแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือ สัญลักษณ์แทนองค์ศาสดา สำหรับประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาและนับถือพระพุทธรูปเป็นหนึ่งในห้าเจดีย์อับประกอบด้วย
1. พระไตรปิฎก
2. พระสถูป
3. พระธาตุ
4. พระพุทธรูป
5. พระบาท
เป็นที่เคารพสักการะแทนองค์พระศาสดามาแต่โบราณ ดังนั้นสัญลักษณ์ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนระลึกถึง นอกจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์คือ พระพุทธรูปนั่นเอง งานหล่อประติมากรรมจึงสะท้อนให้เห็นได้ในการหล่อพระพุทธรูปเป็นสำคัญ จากหลักฐานพระพุทธรูปสำริดที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา ชี้ให้เห็นว่าคนไทยรู้จักวิธีการหล่อแพร่หลายมานานแล้ว โดยสรุปแล้วพระพุทธศาสนาที่ชาวไทยยอมรับนับถือกันมาช้านาน เมื่ออาณาจักรสุโขทัยได้ตั้งขึ้นพระพุทธศาสนาก็ได้รับการทำนุบำรุงให้รุ่งเรืองขึ้นดังปรากฏให้เห็นอยู่จนทุกวันนี้ ปัจจุบันพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก
นอกจากนี้แล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์เกี่ยวกับมูลเหตุที่สร้างพระพุทธรูปไว้ว่าเรื่องที่จะเกิดมีพระพุทธรูปนั้นมีในหนังสือเรื่องตำนานแก่นจันทร์ว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปประทานเทศนาโปรดพระมหามารดาต้องอยู่ในดาวดึงส์สวรรค์พรรษาหนึ่งนั้น พระเจ้าปเสนชิตกรุงโกศลราฐมิได้เห็นพระองค์ช้านานมีความรำลึกถึง จึงตรัส สั่งให้นายช่างทำพระพุทธรูปขึ้นด้วยแก่นจันทร์แดง ประดิษฐานไว้เหนืออาสน์ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ ครั้นพระพุทธองค์เสด็จจากดาวดึงส์มาถึงที่ประทับ พระบรมพุทธานุภาพบันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทร์เลื่อนหลีกไปจากพุทธอาสน์ แต่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้รักษาพระพุทธรูปนั้นไว้เพื่อสาธุชนจะได้ใช้เป็นแบบอย่างสร้างพระพุทธรูปเมื่อพระองค์ล่วงลับไปแล้ว ในส่วนของตรงนี้จึงอาจตีความได้ว่าการนับถือทางศาสนามักจะยอมนับถือต่อสิ่งที่มีคุณค่าควรแก่สิ่งที่พระเจ้าเข้าสิงสถิตอยู่ได้ มิใช่การนับถือสิ่งที่อยู่เหลือธนนมชาติ (animism) อย่างเช่นในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย มีประจักษ์พยานเห็นชัดได้ง่ายว่าพระผู้เป็นเจ้าได้สิงสถิตอยู่ในรูปเคารพ เป็นสิ่งที่เห็นและจับต้องได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเชื่อมั่นใจว่าพระผู้เป็นเจ้ามีความสามารถมาช่วยเหลือและสนับสนุนตนได้ตามความปรารถนาทุกประการ
การสร้างพระพุทธรูปในสมัยโบราณ ทำการสร้างกันด้วยวิธีต่าง ๆ ในทางไสยศาสตร์ ตามเกจิอาจารย์ที่ได้ประกอบพิธี ตามแบบอย่างแต่ละอาจารย์นั้นแตกต่างกัน ช่างที่ทำการสร้างพระพุทธรูปก็มีการไหว้ครูอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามลัทธิพราหมณ์และไสยศาสตร์ วิธีการทำของช่างแต่ละคนก็แตกต่างกัน จนกระทั่งพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนั้นที่ช่างแต่ละสมัยจัดทำขึ้นไม่เหมือนกัน พระพุทธรูปทุกยุคทุกสมัยจึงแตกต่างกัน
เมื่อหล่อพระตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้วจะมีพิธีเบิกเนตร (จะทำกับรูปเคารพที่นิยม) เวลาทำอาจจะใช้ผ้าเช็ด (ผ้าสะอาด) ผ่านลูกตาหรือที่โรงปั้น ก็อาจเขียนดินสอวนที่ของตาเท่านั้น การทำพิธีนี้ทำเพราะความเชื่อเพื่อให้พระพุทธรูปมีชีวิตและพลังอำนาจให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตอยู่ในพระพุทธรูปนั้น สำหรับช่างหล่อแล้วจะมีการนับถือพระวิษณุกรรมซึ่งถือว่าเป็นเทพแห่งช่างหล่อประติมากรรมรูปพระวิษณุกรรมนั้นจะปรากฏว่ามือหนึ่งถือคีม และอีกมือหนึ่งถือกระดิ่ง แต่สำหรับช่างอื่นอาจมีการนับถือเทพองค์อื่น ๆ ไปเช่น พระพรหม เป็นต้น นอกจากนี่ก็ยังมีการนับถือครูช่างซึ่งถือเป็นผู้ให้กำเนิดหรือเป็นผู้มีพระคุณในงานด้านนี้ โดยจะมีพิธีการไหว้ครูในทุกปีปีละครั้ง จะทำพิธีในวันพฤหัสบดีใด ๆ ก็ได้ เพื่อความเป็นศิริมงคลและระลึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์ ในวันงานจะมีการนพระวิษณุกรรมมาวางในงานพิธีเครื่องเซ่นไหว้ก็มีทั้งอาหารคาวและอาหารหวานและผลไม้จำพวกกล้วยน้ำ (เล็บมือนาง) ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว หัวหมู เป็ด ๆก่ ข้าว ไข่ต้ม บายศรี ปลาช่อนนอนตอง หมูนอนตองรวมทั้งมีบายศรีปากชาม บางครั้งอาจบูชาด้วยเหล้าขาวและมีการนำเครื่องมือช่างหล่อมาวางด้วย แล้วจึงจุดธูปดอกเดียว จากนั้นจึงมีคนว่าโองการ ( ต้องเคยผ่านพิธีไหว้ครูมาแล้วจึงสามารถว่าโองการได้ โดยโองการนี้เป็นภาษาบาลีแต่)เขียนเป็นภาษไทย มีลักษณะเป็นคำบูชาครู ) นุ่งพราหมณ์ กล่าวคำถวายอาหารและขอขมาลาโทษ จากั้นพราหมณ์จะทำพิธีอื่น ๆ เช่น การเจิมเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ไ รวมทั้งเจิมเตาด้วย