การออกแบบ
การเตรียมดิน
ดินที่มานำมาใช้ขึ้นรูปปั้นเป็นหุ่นพระพุทธรูปจะใช้ดินจากปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซื้อขายกันเป็นก้อน ก้อนละประมาณ 3 บาท ในสมัยก่อนจะขุดเอาตามบ้านเรือน โดยมีขั้นตอนการเตรียมดินดังนี้
1. เมื่อได้ดินมาแล้วทุบให้เป็นก้อนเล็ก ๆ แช่น้ำไว้ประมาณ 1 วัน จนดินละลายเหลวมีลักษณะเป็นโคลน ภาชนะที่ใช้แช่ดินจะเป็นตุ่มหรืออ่างก็ได้
2. โคลนดินมาผสมกับทรายที่ร่อนจนละเอียดแล้ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เช่น 1:3 โดยมีดิน 1 ส่วน และทราย 3 ส่วน หรือทากกว่านั้น เป็นต้น
3. ขยำดินและทรายให้เข้ากัน ถ้าดินมีปริมาณมากจะใช้เท้าเหยียบ สถานที่สำหรับขยำดินหรือเหยียบดินจะใช้ลานดินหรือพื้นปูนก็ได้
4. ขยำหรือเหยียบดินจนกระทั่งจับตัวกันและมีความนุ่มตามต้องการ ถ้าดินมีลักษณะเหนียวเกินไปจะเติมทราย แต่ถ้าดินร่วนเกินไปจะเติมดิน การเพิ่มดินและทรายในแต่ละครั้งต้องกะประมาณอย่างรอบคอบ


การขึ้นรูป

นำดินที่ผสมทรายละเอียดและขยำหรือเหยียบจนได้ลักษณะตามต้องการมาขึ้นรูป ดังต่อไปนี้
1. ขึ้นโครงเหล็กหรือไม้เป็นแกนอย่างคร่าว ๆ
2. นำดินที่ผสมและขยำแล้วมาพอกที่แกนเหล็ก หรือแกนไม้นี้และปั้นเป็นรูป เรียกว่า การขึ้นหุ่นพระ โดยปั้นเป็นรูปร่างของพระพุทธรูปอย่างคร่าว ๆ เริ่มปั้นตั้งแต่ฐานขึ้นไปก่อน จากนั้นเป็นลำตัว และศีรษะส่วนแขนนั้นอาจจะยังไม่ปั้น หรือปั้นแล้วตัดออกได้
3. การขึ้นหุ่นพระนี้จะทำทีละประมาณ 1 ศอก ปั้นเสร็จแล้วปล่อยให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วจึงปั้นต่อไปอีกข้นประมาณ 1 ศอก ทำอย่างนี้จนกระทั่งเศียร (ยังไม่ปั้นพระรัศมี) ในการขึ้นหุ่นจะไม่ปั้นให้เสร็จในคราวเดียว เพราะจะทำให้หุ่นรับน้ำหนักไม่ไหว เกิดการพังลงมา เรียกว่า การยุบ
4. เมื่อขึ้นหุ่นพระเสร็จแล้ว จะผึ่งลมหรือ ผึ่งแดดจนแห้งสนิท แต่นิยมผึ่งลมมากกว่าผึ่งแดด เพราะถ้าผึ่งแดดหุ่นพระที่เป็นแกนดิน ดินอาจจะแตกได้
5. เมื่อหุ่นพระที่เป็นดินแห้งสนิทแล้วจะทำการเซาะร่อง โดยใช้ของแข็งให้เป็นรอยรูปตัว V เซาะเป็นเส้นตรงจากบริเวณคอของหุ่นพระลงไปถึงฐาน และเซาะให้แตกแขนงออกไปมีลักษณะคล้ายก้างปลา การเซาะร่องที่หุ่นดินในลักษณะนี้เพื่อใช้เป็นทางเดินของน้ำทอง ในขั้นตอนการเททองต่อไป
6. เมื่อเซาะร่องที่หุ่นพระแล้ว จะเริ่มปั้นส่วนแขนไว้อีกส่วนหนึ่งต่างหาก (ในกรณีที่ยังไม่ได้ปั้นแขน)


การเข้าสีผึ้ง
ในสมัยโบราณจะใช้ขี้ผึ้ง แต่เนื่องจากมีราคาแพงจึงหันมาใช้สีผึ้งแทน สีผึ้งประกอบด้วยชันผงและพาราฟีน นำมาผสมและเคี่ยวไปเข้าด้วยกัน เมื่อแข็งเติมน้ำมันเพื่อให้เกิดความนุ่มนวล
ขั้นตอนการเข้าสีผึ้งมีดังนี้
1. นำสีผึ้งที่เคี่ยวจนได้ลักษณะตามที่ต้องการแล้วมาอุดร่องที่ได้เซาะไว้บนหุ่นดินจนเต็มทุกร่อง
2. นำสีผึ้งที่ละลายดีแล้วมาวางไว้บนแผ่นไม้กระดานพอเหมาะ ก่อนวางสีผึ้งบนไม้กระดานจะต้องใช้น้ำทาที่แผ่นไม้กระดานก่อนเพื่อป้องกันการติด จากนั้นขยำสีผึ้งบนและใช้ กระบอกบด (กระบอกไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ปล้อง ) บดคลึงสีผึ้งให้เป็นแผ่นมีขนาดกว้างยาวพอสมควร ขนาดของแผ่นสีผึ้งขึ้นอยู่กับขนาดของพระที่จะทำด้วย การทำเช่นนี้เรียกว่า การบดสีผึ้ง
3. เมื่อบดสีผึ้งเป็นแผ่นได้จำนวนตามที่ต้องการแล้ว นำแผ่นสีผึ้งนี้ไปผึ่งแดดพอประมาณ เพื่อให้แผ่นผึ้งมีลักษณะอ่อนหรือนุ่มลง แต่ต้องไม่ตากจนแผ่นมีผึ้งเหลวหรือละลายเพราะว่าจะใช้ไม่ได้
4. นำแผ่นสีผึ้งที่ตากแดดจนนิ่มพอประมาณแล้วนำมาห่อหุ้มลงบนแกนดิน หรือหุ่นพระที่ขึ้นรูปไว้อย่างคร่าว ๆ การทำเช่นนี้เรียกว่า การเข้าสีผึ้ง การประสานรอยต่อของแผ่นสีผึ้งแต่ละแผ่นจะใช้ เหล็กเกรียง (เป็นเหล็กเส้นประมาณ 3 หุน ยาวประมาณ 1 ศอก ตีปลายข้างหนึ่งให้แบน ) ใช้ด้านที่มีลักษณะแบนลนไฟให้ร้อนพอประมาณจี้ไปที่รอยต่อของสีผึ้งแต่ละแผ่น การหุ้นสีผึ้งตรงบริเวณที่เซาะเป็นร่องไว้นั้นจะลนปลายข้างที่มีลักษณะแบบของเหล็กเกรียงแล้วจี้ไปที่สีผึ้งที่อุดอยู่ในร่องที่เซาะไว้ และใช้เหล็กเกรียงจี้ไปที่แผ่นสีผึ้งที่หุ้มบริเวณนั้นด้วย
5. เมื่อเข้าสีผึ้งที่หุ่นดินเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำการตกแต่งรายละเอียดต่าง ๆ โดยปั้นสีผึ้งติดเข้าไป เช่น พระพักตร์ พระกรรณ จีวร ติดเม็ดพระศก ทำรัศมี และติดแขน เป็นต้น การติดเม็ดพระศกนั้นจะปั้นสีผึ้งและประดับติดทีละเม็ด ต่อมาใช้พิมพ์แทนการปั้นด้วยมือโดยประดับติดเป็นแถว การติดสีผึ้งที่รายละเอียดขององค์พระที่กล่าวมานี้ จะใช้เหล็กเกรียงลนไฟปลายข้างหนึ่งที่มีลักษณะแบนแล้วจี้ไปที่บริเวณที่จะติดและสิ่งที่จะติดเพื่อเชื่อมให้สีผึ้งติดกัน
6. จากนั้นตกแต่งมีผึ้งที่ห่อหุ้มหุ่นพระให้มีลักษณะที่สวยงามตามต้องการ ในขั้นตอนนี้จะใช้ ไม้เสนียด (ไม้เสนียดจะทำจากโลกหะ ทองแดง หรือทองเหลือง เป็นเส้นทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 นิ้ว ปลายข้างหนึ่งมีลักษณะแหลม และปลายข้างหนึ่งจะตีให้แบน ) ตกแต่งผิวสีผึ้งโดยใช้ปลายไม้เสนียดปาดและคลึงตกแต่งผิวสีผึ้งให้เรียบร้อย

การลงน้ำมูลวัวผสมกับดินนวล
1. นำมูลวัวสด ๆ มาผสมกับน้ำ คั้นและกรองด้วยผ้าขาวบางหรือผ้าจนสะอาด จนได้น้ำสีเขียว
2. นำน้ำมูลวัวที่กรองแล้วมาผสมกับดินนวล (ดินนวลมีลักษณะคล้ายดินสอพอง แต่มีลักษณะหยาบกว่ามาก) จนกระทั่งมีลักษณะตามต้องการคือไม่ใสจนเกินไปและไม่ข้นจนเกินไป
3. ใช้แปรงจุ่มน้ำมูลวัวที่ผสมดินนวลแล้วทาจนทั่วหุ่นพระที่เข้าสีผึ้งเรียบร้อยแล้ว จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งในที่ร่ม โดยในขั้นตอนนี้จะไม่นำออกไปผึ่งแดดเด็ดขาด
4. เมื่อผึ่งแดดในที่ร่มจนแห้งสนิทดีแล้วจะได้หุ่นพระที่มีสีขาวนวล ถ้ามีสีเขียวแสดงว่ามีน้ำมูลวัวมาก จากนั้นจะทาน้ำมูลวัวที่ผสมดินนวลแล้วอีก 2 ครั้ง ทาจนดูเนียนเรียบแล้วทิ้งไว้จนแห้งสนิท จึงนำไปตอกทอยในขั้นตอนต่อไป
การทาน้ำมูลวัวที่ผสมกับดินนวลบนหุ่นพระนี้จะทำให้ผิวของพระเรียบเนียนสวยงาม
การตอกทอย
ทอยคือ ตะปูยาว ๆ หรือตะปูจีน (ในปัจจุบันนี้ใช้เหล็กเส้นแทนในกรณีที่เป็นพระองค์ใหญ่ ๆ) การตอกทอยนั้นจะตอกให้ลึกลงไปถึงแกนดินข้างใน หัวตะปูจะยื่นออกมาจากหุ่นประมาณ 2-3 นิ้ว โดยจะตอกในจุดสำคัญ ๆ จนทั่วหุ่นพระ ในขณะที่สำรองสีผึ้งในขั้นตอนการเททอง การตอกทอยสามารถทำได้ 2 วิธี
1. ใช้ค้อนตอกตะปูลงไปบนหุ่นพระโดยตรง
2. ใช้สว่านเจาะหุ่นพระเป็นรู แล้วใส่ตะปูเขาไปตามรูนั้น
การเข้าดิน
เมื่อตอกทอยบนหุ่นพระเรียบร้อยแล้วจะเข้าดิน
1. นำดินเหนียวผสมทรายมาพอกจนเต็มหุ่นดิน เรียกว่า การเข้าดิน แล้วนำไปผึ่งแดดให้สนิท
2. เมื่อหุ่นพระแห้งแล้วนำดินเหนียวผสมทรายมาพอกทับอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า การเข้าดิน ครั้งที่ 2 หรือ การทับปลอก จากั้นผึ่งแดดไว้จนแห้งสนิท
การเข้าลวด
เมื่อเข้าหุ่นดินที่หุ่นพระหรือทับปลอกเรียบรอยแล้ว จะใช้ลวดที่มัดหุ่นพระจนทั่วองค์ โดยจะมัดเป็นลักษณะตาราง ขนาดของเส้นลวดขึ้นอยู่กับขนาดขององค์พระ ถ้าพระมีขนาดใหญ่ก็จะใช้ลวดเส้นใหญ่ ถ้าพระมีขนาดเล็กก็ใช้ลวดเส้นเล็ก การเข้าลวดนี้จะใช้ประแจดัดลวดให้โค้งงอตามต้องการ การเข้าลวดในลักษณะนี้ทำเพื่อห้องกันการเบ่งตัวของพิมพ์ในขณะได้รับความร้อนและช่วยในการรับน้ำหนักของน้ำทองที่เข้าไปแทนที่สีผึ้งในขั้นตอนการเททอง การเข้าลวดนี้จะมัดติดกับหุ้นพระอย่างหนาแน่น
การติดกระบวน
ก่อนการติดกระบวนจะนำหุ่นพระที่เข้ารูปเรียบร้อยแล้วมาติดกับไม้หลัก 2 หลัก ซึ่งตอกลงไปในดิน โดยหุ่นพระจะอยู่ระหว่างหลักทั้งสอง (ในกรณีที่เป็นพระพุทธรูปนั่งจะมีหลักที่ 3 อยู่ด้านหน้า เพื่อป้องกันล้มขณะสำรอกสีผึ้ง) ในขั้นตอนนี้จะหันหุ่นพระส่วนที่เป็นเศียรลงดิน และส่วนที่เป็นฐานชี้ขึ้นโดยจะเว้นระยะห่างระหว่างด้านที่เป็นเศียรและพื้นดินไว้พอประมาณ จากั้นนำกระบวนการติดกระบวน ดังต่อไปนี้
1. ปั้นสีผึ้งและคลึงให้เป็นแท่งยาว ๆ ติดลงไปที่ช่วงไหล่ทั้ง 2 ข้าง โดยจะต้องกะเทาะดินบริเวณนั้นออกจนถึงชั้นสีผึ้งที่อยู่ข้างในหุ่นพระ จากนั้นปั้นสีผึ้งเป็นแท่งยาวต่อมาจากพระรัศมี โดยจะต้องกะเทาะดินบริเวณนั้นให้ถึงขั้นสีผึ้งด้วยเช่นกัน
2. จับแท่งสีผึ้งที่ต่อออกมาจากช่วงไหล่ทั้ง 2 ข้าง โค้งเข้ามาหาแท่งสีผึ้งที่ต่อกันออกมาจากพระรัศมีรวมให้เป็นแท่งเดียวกัน เรียกว่า กระบวน และเป็นทางไหลออกของสีผึ้งในขั้นตอนการสำรอกสีผึ้ง (หรืออาจแยกทำเป็น 3 แท่ง ก็ได้) จากนั้นปั้นปากจอบต่อไป
3. แท่งสีผึ้งที่ติดที่ช่วงไหล่และพระรัศมี เหล่านี้จะเป็นทางเดินของทองในขั้นตอนเททองต่อไป
4. การทำปากจอบ หรือปากจอบนี้ (ชุมชนบ้านช่างหล่อส่วนมากจะเรียกว่า ปากจอบ) จะทำตรงปลายของแท่งสีผึ้งให้เป็นรูปบานคล้ายปากแตร จากั้นนำดินเหนียวผสมทรายพอกทับสีผึ้งที่เป็นกระบวนนี้ให้ทั่ว ยกเว้นตรงปากจอบ

การติดขบวน
การติดขบวนนั้นมีลักษณะคล้ายกับการติดกระบวน แต่จะติดที่ส่วนฐานของหุ่นพระ ซึ่งอยู่ในลักษณะชี้ขึ้นข้างบน โดยจะปั้นเป็นสีผึ้งแท่งยาว ๆ ต่อขึ้นมาจากฐานของหุ่นพระ 2 แท่ง (หรืออาจทำเพียง 1 แท่งก็ได้) โดยจะต้องกะเทาะดินตรงบริเวณที่จะติดสีผึ้งนี้ให้ทะลุไปถึงชั้นสีผึ้งด้านใน การติดแท่งสีผึ้งที่ฐานนี้ เรียกว่า การติดขบวน แท่งสีผึ้งที่เป็นชนวนจะเป็นทางเททอง และทางเดินของทองชั้นในขั้นตอนการเททองต่อไป จากนั้นปั้นปากจอบเอาไว้เหมือนการทำปากจอกของกระบวน แล้วทำการเข้าดิน (พอกดิน) ทับลวดที่มัดหุ่นพระไว้อีกขั้นหนึ่งจนมิด แล้วทิ้งไว้ให้แห้ง

การเผาและการเททอง
ด้านล่างของเศียรพระจะมีอิฐรองอยู่ นำปี๊บตัดครึ่งตามแนวนอน เรียกว่า ลุ้ง ใส่เข้าไปใต้กระบวนสำหรับรองรับสีผึ้งที่ถูกสำรอกออกมาด้วยความร้อน และนำสีผึ้งนี้นำไปใช้ต่อ จากั้นนำอิฐมอญมาก่อเป็นรูปเตาสีเหลี่ยมคลุมหุ่นพระที่มักติดอยู่กับหลักจนมิด ด้านบนของเตาคลุมด้วยกระบวน ซึ่งเป็นดินโคลนผสมแกลบข้าวและคลุมทับด้วยสังกะสี แต่ละด้านของเตาทำเป็นช่องสำหรับเติมฟืนรอบ ๆ 2-4 ช่อง
เมื่อก่อเตาและใส่ลุ้งเรียบร้อยแล้ว จะก่อไปในเตาโดยใช้ฟืนแสมโดยค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย เมื่อมีความร้อนเต็มที่แล้วไฟจะลุกท่วมหุ่นพระที่อยู่ในเตา สีผึ้งที่อยู่ในหุ่นพระเมื่อโดนความร้อนจะละลายออกมา เรียกว่า การสำรอกสีผึ้ง สีผึ้งนี้จะไหลออกมาทางกระบวนและลงไปในลุ้งที่เตรียมไว้
ในการสำรอกออกมาตอนแรก ๆ จะมีควันโขมงและมีกลิ่นคล้ายน้ำมันก๊าดเผาไฟ เมื่อสีผึ้งไหลออกมาเต็มลุ้งแล้วจะใช้คีบคีบลุ้งออกมาและใส่ใบใหม่เข้าไป ในขั้นตอนนี้จะสำรอกสีผึ้งออกมาให้หมด และเป็นขั้นตอนสำคัญในการหล่อพระอีกขั้นตอนหนึ่ง
ในช่วงนี้ช่างเททองจะต้องดูพิมพ์ที่เป็นหุ่นดินนั้นสุกได้ที่หรือยัง โดยดูจากลักษณะและสีของพิมพ์โดยพิมพ์จะต้องไม่อ่อนและเกินไปหรือสุกเกินไป ช่างเททองจะมีเทคนิคในการคุมไฟให้มีความร้อนตามต้องการซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะทางของช่างเททอง
เมื่อพิมพ์สุกได้ที่แล้วภายในพิมพ์จะมีลักษณะเป็นโพรง เพราะสีผึ้งได้ถูกสำรอกไปหมดแล้ว ก่อนเททองจะใช้ดินเหนียวอุดที่กระบวนเพื่อไม่ให้ทองไหลออกขณะเท จากนั้นรื้ออิฐที่เป็นเตาเผาออกให้หมดเรียกว่า ทลายเตา จากนั้นทำนั่งร้านอย่างง่าย ๆ เพื่อใช้เป็นที่สำหรับยืนเททอง ตักน้ำทองที่หลอมละลายได้แล้วจากเบ้าเตาหลอมทอง ใส่ในเบ้าที่อยู่บนคีม 2 หาง โดยต้องมีคนจับคีม 2 หางนี้คนละด้าน และยกขึ้นพร้อมกันเทน้ำทองลงในพิมพ์ การเททองลงในพิมพ์นี้จะเทไปด้านปากจอบด้านชนวน ซึ่งต่อออกมาจากฐานพระที่ตั้งชี้ขึ้น การเททองจะต้องค่อย ๆ เทหรือรินอย่างช้า ๆ เพราะถ้ารีบร้อนเทเกินไปอาจทำให้เกิดการอุดตันที่ปากจอบหรือในส่วนต่าง ๆ ของพิมพ์ได้ ถ้ามีรอยรั่วตามหุ่นดินจะใช้ดินเหนียวอุดรอยรั่วเหล่านั้นเพื่อไม่ให้ทองไหลออกมา ทองเหล่านี้จะไหลลงไปแทนที่มีผึ้งที่ถูกสำรอกออกมาในขั้นตอนแรก
ในการเททองช่างเททองต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยต้องดูว่าทองเข้าไปในพิมพ์จนเต็มแล้วหรือยัง เพราะในบางครั้งจะมีฟองอากาศเกิดขึ้นทำให้ทองไหลลงไปในพิมพ์ช้าและดูเหมือนว่าทองเข้าไปในพิมพ์จนเต็มแล้ว ถ้าทองไหลเข้าไปไม่เต็มพิมพ์หรือไหลเข้าเพียงครึ่งเดียวจะต้องยุบพิมพ์นั้นแล้วทำใหม่


การแกะพิมพ์ (พิมพ์ทุบ) และการตกแต่ง
เมื่อเททองจนเต็มพิมพ์แล้วต้องรอให้ทองเย็นสนิท โดยจับคู่ที่หุ่นดินว่ายังอุ่นอยู่หรือไม่ เมื่อหุ่นดินและทองเย็นสนิทแล้ว ค่อย ๆ ใช้ฆ้อน ค่อย ๆ ทุบดินที่พอกหุ่นพระไว้ในแต่ละชั้นให้ออกไปให้หมด เรียกว่า พิมพ์ทุบ และถอดลวดที่พันหุ่นพระออกด้วย จากนั้นตัดกระบวนและชนวนออกโดยใช้เลื่อย โดยจะตัดให้เสมอเนื้อทองที่เป็นองค์พระ จากนั้นใช้คีบคีบทองที่ติดอยู่ออกให้หมด แล้วใช้เลื่อยตัด ฉลาบ ที่อยู่บนองค์พระให้เรียบเสมอกัน (ฉลาบ คือ ผิวทองที่เป็นตะเข็บ ไม่สม่ำเสมอ) ถ้าผิงทองที่องค์พระเป็นรูจะอุดด้วยไข่ปลา (ไข่ปลา คือ เศษทองที่หล่นออกมาจากการหลอม มีลักษณะเป็นลูกกลม ๆ ) อุดรูในนั้น แล้วใช้ค้อนตีย้ำให้เรียบเสมอกัน จากั้นก็ตกแต่งและเก็บรายละเอียดด้วยตะไบ ขอขูด หรือเลื่อย เป็นต้น และนำไปขัดเงา

การขัดเงา
อุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดเงาที่สำคัญคือ ลูกทราย และลูกแปรง ลูกทราย คือ แผ่นยางรูปกลมแบนมีทรายติดอยู่รอบ ๆ ของแผ่น ลูกแปรง ทำด้วยเชือกมนิลาตัดให้มีความยาวตามต้องการใช้ลวดผูกตรงกึ่งกลางปล่อยให้ปลายทั้ง 2 ข้างบานออก แช่น้ำทิ้งไว้ให้อ่อนตัว เวลาจะใช้นำลูกแปรงมาติดกับมอเตอร์เพื่อทำการขัดเงาองค์พระ การขัดเงาจะใช้แวกซ์หรือยาขัดเงาที่มีลักษณะเป็นแท่ง (บาสโซ)
จากขั้นตอนและเทคนิคดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในการหล่อพระใหญ่ ส่วนพระเล็กกระบวนการหลายขั้นตอนเหมือนกับพระใหญ่ เพียงแต่ว่าไม่ต้องหุ่นพระด้วยมือ เพราะจะมีแม่พิมพ์ที่ทำจากปูนซีเมนต์ สำหรับการดีหรือกรอกสีผึ้งที่หลอมละลายออกมาเป็นหุ่นพระ อันประกอบด้วยส่วนฐานกับองค์พระ ซึ่งต่อประสานเข้ากันด้วยความร้อน ส่วนแขนขาหรือเครื่องทรงที่จะแต่งประดับภายหลังก็จะตีพิมพ์จากแม่พิมพ์ รวมทังเชื่อมติดกับพระองค์ด้วยความร้อน เช่นกัน ส่วนขั้นตอนต่อจากนี้ไปจะลงมูลวัว เข้าดิน เข้าลวด ทับปลอก ติดกระบวน ชนวน ต่อปากจอก แล้วนำไปขึ้นทนตามลำดับเหมือนพระใหญ่ ต่างกันอีกเล็กน้อยก็ตรงสามารถยกหุ่นพระไปเผาด้วยแรงคน ไม่ต้องใช้ตะเข้ และเผาครั้งหนึ่ง ๆ ได้หลายองค์ เมื่อสำรอกมีผึ้งออกหมด ก็จะเททองที่เผาจนได้ที่ลงไปทางปากจอกของหุ่นพระ ทิ้งให้เย็น จึงค่อยทุบดินเอาพระพุทธรูปทองข้างใน เพื่อมาทำการตกแต่งจนสวยงามตามต้องการ