การออกแบบ
จากหลักฐานพระพุทธรูปสำริดที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นฝีมือช่างไทยอย่างแท้จริง ซึ่งในแต่ละสมัยก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไป โดยในที่นี้จะกล่าวถึงพระพุทธรูปของสุโขทัยเป็นสำคัญ โดยนำมาเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปในสมัยปัจจุบัน สำหรับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยมัลักษณะเด่นคือ พระรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็ก พระพักตร์รูปไข่ ระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม (ตามแบบหมาบุรุษลักษณะจากอินเดีย) พระโอษฐ์อมยิ้มเล็กน้อย พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาภี ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ ชอบทำปางมารวิชัย (ตามตำนานกล่าวว่าพระพุทธองค์ทรงวางพระหัตถ์เป็นกริยาชี้ผืนธรณีเพื่ออ้างเป็นพยานที่ทรงชนะมาร) ประทับขัดสมาธิราบ ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง
ลักษณะศิลปกรรมของสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปสุโขทัย มักนิยมทำพระแบบสี่อิริยาบถ คือพระยืน เดิน นั่ง นอน พระสมัยสุโขทัยส่วยใหญ่คือ ปางมารวิชัย ปางสมาธิ ปางไสยา ปางประทานอภัย ปางลีลา โดยมีทั้งโลหะและปูนปั้น พระพุทธรูปส่วนมานิยมทำปางมารวิชัย คือทรงชี้แม่พระธรณีเป็นพยาน ที่พระองค์มีชัยชนะต่อหมู่มาร นั่งขัดสมาธิราบ ไม่นิยมนั่งขัดสมาธิเพชร หรือขัดสมาธิสองชั้น จะมีอยู่บ้างแต่น้อยมาก ฐาน (ปีฐ) มักทำเป็นหน้ากระดาษเกลี้ยง ตรงกลางโค้งเข้าข้างในเล็กน้อย เพื่อให้มีความสัมพันธ์กลมกลืนกับความอ่อนโค้งของพระเพลา สำหรับพระพุทธรูปปางสมาธิตามแบบลังกา หรือแบบพระอมิตาภพุทธนั้น มีบ้างเหมือนกันแต่เป็นส่วนน้อย เช่น พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น ส่วนพระยืนมีแต่ปางประทานพร ยกประหัตถ์ข้างเดดียวบ้างสองข้างบ้าง เรียกกันว่า ปางห้ามสมุทรและห้ามญาติ ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้นก็ถือได้ว่าพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้น ใช้สัมฤทธิ์เป็นหลักและก็มีทองคำผสมอยู่เป็นส่วนมาก
สำหรับพระพุทธรูปในสมัยปัจจุบัน ความจริงส่วนมากก็ยังคงทำแบบเดิมอยู่หรืออาจเป็นการเลียนแบบของเดิม มักจะเลียนแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา สังเกตได้ตามพระประธานในพระอุโบสถ บางช่างก็ทำการออกแบบใหม่เพิ่มเติม จึงทำให้ได้ศิลปะแบบใหม่ขึ้นมา ดังนั้นแต่ละสมัยก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไป โดยพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสิมทร์นี้มีพัฒนาการทางศิลปกรรมของฝีมือช่างไทยอย่างมาก เช่น พระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ ปั้นด้วยดิน แกะสลักด้วยไม้และหินวัตถุอื่น ๆ อีกมาก ทั้งนี้นอกจากจะเป็นความสามารถของฝีมือช่างแล้ว ยังมีอำนาจเหนือธรรมชาติและอิทธิพลของความเป็นจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์เข้าไปผสมด้วยอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น พุทธปฏิมากรสมัยรัตนโกสินทร์ยุคต้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 การปั้นพระพุทธรูปมีแบบอย่างพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ การวางพระหัตถ์ขวาตั้งเป็นฉาก จะเห็นได้จากพระประธานในโบสถ์วัดอรุณ ซึ่งอาจจะเป็นศิลปะที่สืบทอดกันมาจากอยุธยาแต่ก็มีลักษณะเฉพาะของตนเองหรือในสมัยรัชกาลที่ 4 พระพุทธรูปที่นิยมในสมัยนี้นิยมไม่มีพระเมาฬีเป็นจอมจะมีแต่พระเศียรกลมและรัศมี จีวรที่ทรงเป็นจีวรถือเป็นงานพุทธปฏิมากรที่ก้าวหน้าออกไปอีกขั้นหนึ่งในศิลปะไทย ที่สำคัญในสมัยปัจจุบันหรือสมัยรัตนโกสินทร์นี้ ยังมีการหล่อพระพุทธรูปที่มีรูปแบบแตกต่างจากไปในสมัยโบราณ นั่นก็คือมีการทำพระลาย หมายถึง พระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งมีความงดงามเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นพระที่หล่อยากเนื่องจากราบละเอียดขององค์พระจะมีมากมาย ในสมัยก่อนนั้นการทำพระพุทธรูปจะต้องหุ่นพระหรือขึ้นรูปพระด้วยมือ วัสดุที่สำคัญก็คือ ดินเหนียวผสมทราย นำมาขยำรวมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม ก่อนจะหุ่นขึ้นมาจากฐานไปยังเศียรพระ (ในกรณีพระใหญ่) สำหรับพระเล็กการขึ้นหุ่นพระจะทำด้วยขี้ผึ้ง ในสมัยก่อนจะทำด้วยขี้ผึ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันจะมีการผสมพาราฟิน (ใช้ในการทำเทียนไข) นำไปเคี่ยวให้ร้อนเข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมชันลงไป เมื่อแข็งก็เติมน้ำมันปลาให้เกิดความนุ่นนวล ดารผสมส่วนประกอบต่าง ๆ นี้จะช่วยทำให้ขี้ผึ้งเย็นตัวได้ง่าย เหมาะกับงานที่ต้องการผลิตงานพระพุทธรูปจำนวนมากในเวลาอันจำกัดเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้รูปแบบส่วนอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ยกตัวอย่างเช่นพระใหญ่นั้น ตรงส่วนเม็ดประสก ซึ่งเป็นส่วนที่ผสมที่ขอดเป็นรูปหอยขม สมัยก่อนติดประดับทีละเม็ด แต่ในปัจจุบันจะใช้แม่พิมพ์พิมพ์ออกมา แล้วติดประดับเป็นแถวเพื่อประหยัดเวลา เป็นต้น
การสร้างพระพุทธรูปนั้นโดยวิธีการแล้วพอจะแบ่งออกเป็น 3 วิธี คือ
1. การปั้น หมายถึง การปั้นให้เป็นรูปโดยใช้ปูนหรือดินเหนียว
2. การแกะสลัก หมายถึง การนำเอาไม้ หิน กระดูก งาหรือเขามาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป
3. การหล่อ หมายถึง การหล่อด้วยโลหะต่าง ๆ เช่น ทองคำ ทองเหลือง หรือโลหะหลายชนิดรวมกันที่เรียกว่า สำริด นวโลหะ สัตโลหะ ปัญจโลหะ แล้วแต่ส่วนผสมของโลหะที่ใช้ในการหล่อ
- นวโลหะ หมายถึง โลหะ 9 อย่าง คือ ชิน (ดีบุก) จ้าว (น้ำประสานทอง) เหล็กบริสุทธิ์ (ชาดก้อน) ปรอท สังกะสี เงิน ทองคำ นำมาผสมกันตามสัดส่วน
- สัตโลหะ หมายถึง โลหะ 7 อย่าง คือ จ้าว เหล็ก ปรอท สังกะสี ทองแดง เงิน ทองคำ ผสมกันตามสัดส่วน
- ปัญจโลหะ หมายถึง โลหะ 5 อย่าง คือ เหล็ก ปรอท เงิน ทองแดง ทองคำ ผสมกันตามสัดส่วน